Preview 6 เพลงใหม่จาก Smallroom ในคอนเซปต์ “ฟังเพลงไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” ที่ขนศิลปินเก่าใหม่มาอย่างจุใจ

01 ถ้าพูดถึง Smallroom ปีที่แล้ว ปี ค.ศ. 2014 แม้มองผ่าน ๆ อาจมองว่าเรื่อย ๆ ไม่หวือหวามากนัก จำนวนอัลบั้มเต็มก็เหมือนจะไม่เยอะ หากเทียบกับค่ายอื่นที่ปีนั้นออกอัลบั้มกันมาเยอะพอดู แถมยังเป็นปีที่เราแอบเป็นห่วงพวกเขาอยู่เล็กน้อย เพราะมีการเดินออกจากค่ายทั้งทีมงานและศิลปินบางส่วน เช่น The Yers, Superbaker ที่ออกไปอยู่ค่ายใหม่ When ที่แยกวง (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป) และล่าสุดก็เพิ่งมีออกไปอีกวงช่วงปลายปี แต่ถ้ามองในแง่การโปรโมทหรือปล่อยผลงาน ปีที่แล้วก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้นปีกลางปี ที่จัดคอนเสิร์ตให้ศิลปินได้ถึงสามวง ปล่อยอัลบั้มเต็มของ Tattoo Colour และจีน กษิดิศ ที่ทั้งคุณภาพและกระแสดีในระดับหนึ่ง ปล่อยซิงเกิลออกมาหลายวง รวมถึงช่วงครึ่งหลังของปี กับการปล่อยเพลงใหม่ของ Slur โดยใช้วิธีปล่อย Live Session ก่อน พร้อมกับพลิกแนวเพลงตัวเองอีกครั้ง ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ที่ต้องเรียกว่าประสบความสำเร็จระดับสูงจริง ๆ คือการปล่อยเพลงใหม่ของ Polycat พร้อมกัน 3 เพลงรวด โดยแนวดนตรีเปลี่ยนเป็น Synth Pop ยุค 80 ที่เท่มาก พร้อมกับการหยิบบางส่วนจากภาพยนตร์ “พริกขี้หนูกับหมูแฮม” หนังดังในยุค 80 ตอนปลาย มาประกอบ แล้วทำเป็นมินิซีรีส์ 3 เพลงรวด จากโดยรวมตลอดปีที่ผ่านมา ก็ถือว่า Smallroom ทั้งวงดนตรี และทีมงานที่คิดวิธีประชาสัมพันธ์ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และเราก็ยังไม่อาจตัดพวกเขาออกจากค่ายหรือกลุ่มคนที่มีการสร้างสรรค์งานเพลงที่น่าสนใจมากไปได้เสียทีเดียว

พี่รุ่ง-รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้งค่าย ได้เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งว่า ปัจจุบัน Smallroom มีศิลปินทั้งหมด 11 ศิลปิน แต่มีแค่ 4 ศิลปินที่ประสบความสำเร็จ (Tattoo Colour, The Richman Toy, Greasy Cafe และ จีน กษิดิศ) ยังเหลืออีก 7 วงที่ต้องพยายามทำให้ดัง ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่ของศิลปินที่สร้างงานดี ๆ และค่ายเพลงที่ต้องคิดวิธีการเผยแพร่งานออกมา โดยปีนี้พวกเขาเริ่มด้วยไอเดียใหม่ ที่จะปล่อยเพลงใหม่ของ 6 ศิลปิน ที่มีความแตกต่างและน่าสนใจออกมาภายใต้คอนเซปต์ “ฟังเพลงไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร”  6 เพลงรวดแบบเป็น Playlist เรียงต่อกัน ในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ โดยก่อนจะถึงวันนั้น Smallroom ก็ได้ปล่อยภาพปริศนา พร้อมบางส่วนของเพลงออกมาก่อน เพื่อให้คนสงสัยว่าเพลงอะไรยังไง และยังเชิญนักฟัง นักวิจารณ์ และเว็บไซต์ดนตรีหลากหลาย ให้ลองมาฟังและแนะนำวิเคราะห์วิจารณ์ทั้ง 6 เพลงนี้ก่อนใคร ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับเกียรติจากทางค่ายให้ไปลองฟัง แล้วกลับมารีวิวกัน ซึ่งจากที่ได้ฟังมา ก็พบความน่าสนใจของแต่ละเพลง จะมากจะน้อยก็ปะปนกันไป และได้พูดคุยกับพี่หมวก ทีมงานของ Smallroom ก็ทำให้เข้าใจตัวภาพ ตัวเพลง ตัวศิลปินมากขึ้น จึงขอรีวิวให้อ่านกัน


Two pills after meal: เข็มฉีดยา (Vaccine)

02 TwoPillsเข็มฉีดยา เจ็บ แต่ทำให้เราแข็งแรงขึ้น #ความรักก็เช่นกัน

สำหรับเพลงนี้ต้องแนะนำยาวมากหน่อย เพราะถือเป็นการแนะนำให้รู้จักพวกเขาไปในตัว Two pills after meal เป็นวงดนตรีดูโอหน้าใหม่ แต่ก็ไม่ใหม่เสียทีเดียว เพราะประกอบด้วยอดีตสมาชิกจากวง When สองคนคือ เติ้ล-คัมภิรดา แก้วมีแสง (ร้องนำ, คีย์บอร์ด) และ โอม-ทัศนัย สมบัติธีระ (ร้องนำ, กลอง) ที่หลังจากสมาชิกบางส่วนแยกย้ายออกไป สมาชิกที่เหลืออยู่แค่สองคนจึงตัดสินใจฟอร์มวงดูโอขึ้นมา แม้ว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องการร้อง เพราะวง When เป็นวงที่สมาชิกแต่ละคนร้องประสานเสียงกันอย่างดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากตำแหน่งดั้งเดิมของสมาชิกทั้งคู่ดันเป็นคีย์บอร์ดกับกลอง ซึ่งเป็นการจับคู่กันที่ใหม่มาก และไม่ค่อยมีในวงการเพลงไทย เลยเป็นเรื่องยากและน่าสนใจว่าพวกเขาจะทำงานเพลงออกมาอย่างไร

แต่พอได้ฟัง เข็มฉีดยา เพลงแรกของพวกเขา ก็ถือว่าสร้างตัวตน และแนวทางของวงนี้ออกมาได้ชัดมาก ๆ คือการใช้คีย์บอร์ดและซินธิไซเซอร์ เป็นตัวควบคุมทำนองดนตรีทั้งหมด โดยเสียงคีย์บอร์ด ก็ให้ซาวด์สังเคราะห์เปรี้ยว ๆ เท่ ๆ เสียงอื่น ๆ เช่นเสียงเบส หรือเสียงที่คล้าย ๆ กีตาร์ก็มาจากซินธ์ทั้งนั้น จึงเติมเต็มเพลงให้แน่นขึ้น จนไม่เชื่อว่าเป็นวงที่มีแค่สองคน (แถมตอนเล่นสดก็เล่นกันแค่สองคนนี่แหละ ไม่มีนักดนตรีแบ็คอัพ) ใส่รายละเอียดในเพลงอย่างเต็มที่ ทำให้เราสนุกกับเพลงไปจนจบ ส่วนกลองมีหน้าที่ควบคุมจังหวะและประสานกับลีลาของซินธ์อย่างลงตัว แนวดนตรีโดยรวมออกไปทาง Alternative Pop, Indie Pop มีความโจ๊ะแบบร็อกบ้าง วิธีการร้องประสานคู่ชายหญิงก็เข้ากันดีเป็นเอกลักษณ์ เนื้อหาเปรียบความผิดหวังจากความรัก ก็เหมือนเข็มฉีดยา ที่อาจทำให้เจ็บตอนฉีด แต่ยาที่ให้มานั้นก็ช่วยทำให้เราแข็งแรงขึ้น เหมือนเป็นภูมิคุ้มกัน เมโลดี้และเนื้อหาเพลงที่ฟังง่ายมาก ช่วยชดเชยความแอบยาก ความใหม่ของดนตรีสองชิ้นของวงนี้ ให้กลายเป็นเพลงที่ติดหูและน่าสนใจมากเพลงหนึ่ง

เขาว่ากันว่า เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง และ Two pills after meal กับเพลงนี้ ถือว่ามีชัยไปเกินครึ่งแล้วละ


SLUR: เพราะทุกครั้ง (Tears)

03 slurน้ำตาจากความเศร้าอาจมีสารบางอย่างที่ทำลายบรรยากาศรอบข้างได้

หลังจากปีที่แล้ว SLUR ที่มาพร้อมเพลงแรก ‘หากใจ’ รวมถึง Live Session 2-3 เพลง ภายใต้การบันทึกเสียงของมือกีตาร์คนใหม่ เฮ้าส์-สรศักดิ์ จันทรมัณฑนา พร้อมกับเปลี่ยนแนวทางเป็นแนว Indie Pop, Indie Rock ยุค 90 มีซาวด์ผสม Dream Pop เล็กน้อย แม้จะมาพร้อมข้อสังเกตจากคนในอินเตอร์เน็ตเรื่องการคล้ายคลึงกับวงนั้นบ้าง วงนี้บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นทางใหม่ที่น่าสนใจมากสำหรับพวกเขา

ล่าสุดพวกเขาปล่อยเพลงใหม่ มาร่วมในโปรเจกต์นี้ด้วย โดย ‘เพราะทุกครั้ง’ ไม่ใช่เพลงที่อยู่ใน 4 เพลงที่ทำ Live Session (ซึงปัจจุบันยังปล่อยมาแค่ 3 เพลง) แต่เป็นเพลงใหม่ล่าสุดเลย เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกแตกต่างจาก 3 เพลงแรกที่เคยได้ฟังมาจาก Live Session เล็กน้อย ซาวด์เพลงนี้จะค่อนไปทาง Baggy หรือยุคพวก Madchester มากกว่าหน่อย จังหวะเลยชวนโดดมากขึ้นกว่าเพลงก่อนหน้า เบสกับกลองเข้ากันอย่างเนียน ยิ่งมีการใช้เพอร์คัชชั่นอื่นมาผสม ทำให้ฟังครั้งแรกแล้วนึกถึงบางเพลงของวง ครับ ขึ้นมาเหมือนกัน ส่วนกีตาร์ ตรงอินโทรที่ขึ้นมาตอนแรกแล้วรู้สึกไม่คุ้นเท่าไร แต่พอฟังไปเรื่อย ๆ ก็มีสำเนียงที่คุ้นหูแบบ SLUR ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ มีเสียงซินธ์ผสมเล็กน้อย แต่พระเอกของเพลงนี้ที่ต้องกราบคือเสียงเบส กลอง และเพอร์คัชชั่นจริง ๆ เนื้อหาเพลงจะมีแง่มุมคล้าย ๆ กับ หากใจ คือพูดถึงความรักอย่างตรงขึ้น ชัดขึ้น ฟังและเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิม เป็นเพลงที่พูดปลอบใจคนที่มีอาการเศร้าจากความรักหรือเรื่องต่าง ๆ ว่าอย่าเสียใจหรือร้องไห้อีกเลย ออกมาเจออะไรใหม่ ๆ เจอความสดใสบ้าง มีท่อนฮุกเด็ด ๆ ที่ฟังครั้งแรกก็ติด และร้องตามได้ทันทีในตอนที่ฮุกขึ้นมาอีกรอบ


SOMKIAT: ทนไว้ (Sweetless)
04 somkiatน้ำตาลก้อน พร้อมละลายตัวเองหายไปทุกเมื่อ เพื่อให้ความหวานความสุขกับสิ่งอื่น

ถ้าย้อนดูดี ๆ ตั้งแต่เรารู้จักวง สมเกียรติ มา ว่ากันเฉพาะเพลงของพวกเขาเอง มักจะมาในจังหวะที่เร็ว สนุก จัดจ้านเสียอย่างเดียว ยังไม่เคยได้มีโอกาสฟังเพลงช้าจากฝีมือการแต่งและเรียบเรียงของพวกเขาเสียที แต่จากการฟังที่พวกเขาเอาเพลง ลืมไม่หมด ของ ติ๊ก ชีโร่ มาเรียบเรียงใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ภวังค์รัก รวมถึง ทะเลใจ ของ ยืนยง โอภากุล ที่ทำประกอบ คาราบาวเดอะซีรีส์ ก็พอเห็นเค้าลางมาบ้างว่าถ้าพวกเขาจะทำเพลงช้า จะมีทางดนตรียังไง จะดิ่งขนาดไหน และในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยเพลงช้าเพลงแรกออกมา และอยู่ในโปรเจกต์นี้ด้วยเช่นกัน

‘ทนไว้’ พูดถึงอารมณ์ของคน ๆ หนึ่ง ที่ต้องทนเก็บอาการความเศร้าของตัวเองเอาไว้ เพราะคนที่เขารักกำลังจะมีความสุขกับคนอื่นไปแล้ว เลยต้องฝืนยิ้มแสดงความยินดีไป ทั้งที่ในใจแทบทนไม่ไหว คำร้องที่ใช้บรรยายได้ดีไม่เวิ่นเว้อ ทำนองเพลงติดหู อาจจะยังไม่ติดใจในทันที แต่ถ้าได้ฟังอีกรอบจะเริ่มหลงรัก การเรียบเรียงดนตรีถือว่ามีลูกเล่นและทางที่ดี เพราะเพลงแนวนี้ ถ้าเรียบเรียงมาแบบดาด ๆ ตีกลองจังหวะ 4/4 ปกติ สาดกีตาร์โครม ๆ อาจไปจบเหมือนเพลงป๊อบร็อกตามกระแสทั่วไปแน่ ๆ ซึ่งมันก็เพราะ แต่ขาดความน่าจดจำ และความน่าสนใจ แต่พวกเขามีรายละเอียด มีการคิดในแบบของเขา ชอบตรงครึ่งหลังของท่อนฮุก ที่ไม่ได้มีแต่การสาดกีตาร์โครม ๆ ตีกลองจังหวะปกติ แล้วขายเนื้ออย่างเดียว  แต่มีลูกเล่นเล็กน้อย มีจังหวะส่งของกลอง มีการเปลี่ยนริฟฟ์เล็กน้อย ให้ช่วงนั้นเด่นขึ้นมา และการถ่ายทอดอารมณ์ของ โบ๊ท-คนาวิน เชื้อแถว นักร้องนำก็ส่งอารมณ์ความเจ็บปวดออกมาได้อย่างเต็มที่ ถือว่าสมบูรณ์แบบในทุกแง่มุมที่เพลงบัลลาดร็อกดี ๆ สักเพลงควรจะเป็น และถ้าหากพูดถึงโดยรวมประกอบกัน (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง) เพลงนี้คือเพลงที่ส่วนตัวผู้เขียนชื่นชอบที่สุดใน 6 เพลง


SUMMER STOP:  เราเคยรักกัน (Freeze)

05 summerดอก Forget Me Not สัญลักษณ์แห่งความรักที่ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

จริง ๆ ผู้เขียนก็ไม่ทันได้สังเกตตั้งแต่แรก ว่า Summer Stop หนึ่งในวงดนตรียุคหลังของค่ายนี้ มีความน่าสนใจ และพัฒนาการทางด้านดนตรีเปลี่ยนไปขนาดไหน อาจเพราะวงร่วมยุคเดียวกัน เป็นสมเกียรติ วงที่แสนจัดจ้าน หรือวง When วงที่มีซาวด์ที่ผู้เขียนติดใจ เลยทำให้ผู้เขียนหลงลืมไป จนกระทั่งพี่หมวก ได้ออกปากชมความน่าสนใจของวงนี้ และเล่าว่า เพียว (เพียว วาตานาเบะ วง Polycat) ก็ออกปากชมวงนี้เช่นกัน เลยลองนั่งนึกดูขณะนั้น จึงพบว่าตั้งแต่ อยากฟัง, รักษาสัญญา จนถึง ไม่เปลี่ยน กราฟด้านความน่าสนใจ และฝีไม้ลายมือของทั้งฝาแฝด เอิง-เอย, แมว และ โดม ถือว่าขยับขึ้นเรื่อย ๆ

และเพลงล่าสุด ‘เราเคยรักกัน’ ก็ยิ่งตอกย้ำกราฟนั้นให้ชัดขึ้น เพราะเพลงนี้เรียกได้ว่าพัฒนาการ และฝีไม้ลายมือด้านการเรียบเรียงดนตรีชัดเจนและยอดเยี่ยมมาก ส่วนตัวมองว่าก้าวกระโดดจาก รักษาสัญญา มาไกลพอดู เสียงกลองและเสียงเบสในเพลงนี้สร้างจังหวะและกรูฟของเพลงได้แน่นและโดดเด่นมาก กีตาร์และซินธ์ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ โดยรากฐานแล้วก็ยังเป็น Indie Rock แบบที่เคยทำไว้ตั้งแต่ รักษาสัญญา แต่ซาวด์ดูสดใหม่ขึ้น มีความกล้าลองกล้านำเสนออะไรต่าง ๆ มากขึ้น ต่อยอดขยายออกมาจากเดิมพอดู เนื้อหาเพลงนี้ ที่นอกจากสมาชิกในวงช่วยกันแต่ง ยังได้พี่รุ่งมาช่วยเกลาคำร้องบางจุดด้วย พูดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มันอาจแปรผันไปตามกาลเวลา แม้กระทั่งระยะทาง ระยะห่างระหว่างคนสองคน ที่อาจต้องไกลกัน แต่ความรู้สึก ความผูกพัน ณ ตอนนี้ จะยังคงอยู่ ยังถูก Freeze เอาไว้เหมือนเดิมในใจ จุดด้อยอย่างเดียวของเพลง คงเป็นที่ทำนองที่โดยรวมค่อนข้างนิ่งเป็นเส้นตรงเล็กน้อย อาจทำให้ไม่ติดหู หรือไม่ถูกใจในรอบแรก แต่ก็เป็นเพลงที่ไม่อยากให้พลาดกัน อยากให้ลองฟังซ้ำอีกทีโดยเฉพาะรายละเอียดดนตรีที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ


The Jukks: นอยอ่ะ (Paranoid Man)

06 the jukksอย่าเงียบสิใจคอไม่ดีเลย ผมนี่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย

หลังจาก The Jukks ได้ทำอัลบั้มแรกออกมา รวมถึงมีโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์ถึงสองเรื่อง คนฟังหลายคนก็น่าจะรู้จักตัวตนของวงดนตรีสามคนสามชิ้นวงนี้มากขึ้น ทั้งความจริงใจ ซื่อ ๆ ความตลกขี้เล่น ภายใต้ดนตรีที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีอัลเทอร์เนทีฟยุค 90 ต่อมาพวกเขาได้มีโอกาสปล่อยซิงเกิลใหม่ออกมา 2 เพลงคือ แอ๊ด…โฮ เพลงนี้ค่อนข้างเข้มข้นในดนตรีอัลเทอร์เนทีฟชวนโดดมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวชอบเพลงนี้มาก แต่พี่หมวกบอกว่าการตอบรับออกมาไม่ดีเท่าที่ควร อาจเพราะความขี้เล่นความจริงใจซื่อ ๆ มันหายไป ต่อมากับเพลง เข้าป่า ที่พยายามกลับเข้าสู่มุมที่จริงใจ ซื่อ ๆ ตรง ๆ อีกครั้ง แต่ส่วนตัวไม่ค่อยชอบด้านดนตรีเสียเท่าไร

กลับมาซิงเกิลล่าสุดนี่แหละ ที่พวกเขาน่าจะกลับมาทำให้แฟน ๆ ทั้งขาจร หรือขาประจำ ประทับใจได้อีกครั้ง ดนตรีก็ยังโจ๊ะ ๆ โดด ๆ ตามแนวอัลเทอร์อยู่ แต่ไม่หนักเท่าแอ๊ด..โฮ จะค่อนไปทางชุด ๆ แรกมากกว่า เนื้อหาชวนอมยิ้ม พูดถึงคนที่เกิดอาการนอย เพราะโทรไปหาแฟน แล้วแฟนไม่รับสาย ทำให้เกิดอาการเหงา อาการแปลก ๆ รู้สึกกังวล ชอบตรงท่อนฮุกมาก มีทั้งส่วนที่คำร้องสัมผัสลื่นไหล ตรงท่อน “มันเงียบฉี่ ใจไม่ดี ไปไหนคนดี” ที่ทำนองก็ลื่นไหลตามเหมือนกัน แถมส่วนตัวแอบติดหูตรงคำว่า ใจไม่ดี เพราะมันพ้องกับประโยคในตำนานบนอินเตอร์เน็ตที่ว่า “อย่าเงียบสิใจคอไม่ดีเลย” พอดี รวมถึงส่วนที่ใช้การบิ๊วให้ติดหู ตรงท่อนที่ร้อง “คนมันนอย” ซ้ำ ๆ ก็ชวนคิดว่า ถ้าไปดูวงนี้เล่นสดจะมีคนแหกปากร้องท่อนนี้พร้อมกันดังขนาดไหน ยิ่งใครเป็นแฟน The Jukks มาตั้งแต่ดั้งเดิม ก็น่าจะชอบเพลงนี้ไม่ยากเย็นนัก

อ้อ ถ้าใครได้ฟังเพลงนี้แล้ว อาจจะติดใจเสียงผู้หญิงในเพลง นั่นเป็นเสียงของ PR ค่าย Smallroom ชื่อเม็ดนุ่นครับ


The Richman Toy: ไม่สวยแต่อร่อย (Ugly Beauty)

07 trmtเงาะ ข้างนอกไม่สวย แต่ข้างในหวานอร่อย

The Richman Toy เป็นหนึ่งในวงที่จัดว่าฮิตติดลมบนของค่ายไปแล้ววงหนึ่ง หลังจากอัลบั้มที่แล้ว ‘เดอะริชแมนไทย’ พวกเขาก็ทิ้งช่วงไปพักหนึ่ง แต่พอกลับมาอีกทีก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกเล็กน้อย โดยมือกีตาร์เปลี่ยนเป็น เงาะ-พีระนัต สุขสำราญ และจากเพลงเปิดตัวเพลงแรก มาเด้อ ก็พบว่านอกจากสมาชิกหลัก 4 คนแล้ว ยังมี  แชมป์-ปิยะวิทย์ ขันธศิริ จากวง Walrus มาช่วยบันทึกเสียงไวโอลีน เพิ่มลีลาลูกเล่นใหม่ให้วง แถมยังมีซาวด์จากเครื่องดนตรีอื่นอย่างแบนโจมาผสมด้วย ซึ่งเพลง มาเด้อ จะออกแนวโฟล์ก คันทรี่ เล็กน้อย อาจแปลกหู หรือเป็นการลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง

แต่เพลงล่าสุดนี่แหละ ที่พวกเขาแสดงให้เห็นว่า พวกเขายังคงเป็นวงร็อกกีตาร์แบนด์อยู่ และยังคงเป็นวงที่สามารถทำเพลงโจ๊ะ ๆ ถูกใจวัยรุ่นได้ดีเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงทั้งตัวสมาชิกใหม่ หรือวัยวุฒิของสมาชิกเดิมที่โตขึ้นก็ตาม ‘ไม่สวยแต่อร่อย’ เกิดจากการที่แจ๊บ-วีรณัฐ ทิพยมณฑล (ร้องนำ, กีต้าร์) ได้ไปพบเห็นคนที่หน้าตาไม่ดี แต่ร้องเพลงไพเราะจับใจ อาหารที่ดูหน้าตาไม่น่ากิน แต่รสชาติอร่อยมาก จนได้ที่มาเป็นคอนเซปต์เพลง ซึ่งพอแจ๊บได้ขยายออกมาเป็นคำร้องและทำนองเต็ม ๆ (โดยมี แมว-ชยานนท์ เครือเอี่ยม  มือกลอง The Jukks มาร่วมเขียนคำร้องกับแจ๊บ) ก็ได้เป็นเพลงที่ติดหูมาก น่าจะร้องตามกันไม่ยาก ด้านการเรียบเรียงดนตรี พวกเขากลับมาทำเพลงร็อกมีความโจ๊ะ ๆ อีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะถอยกลับมาหยุดที่แนวเดิม เพราะพวกเขาได้ผสมเสียงของแบนโจและไวโอลีนใส่เข้าไปด้วยอย่างลงตัว เป็นการผสมทางใหม่กับทางเก่าได้อย่างโอเค เพลงนี้ เงาะ ได้โชว์ฝีมือกีตาร์ลีดมากขึ้นกว่าเพลงแรก หากใครชอบ กระเป๋าแบนแฟนยิ้ม หรือ อ๊อดอ๊อด ก็น่าจะชอบไม่ยาก และที่สำคัญเพลงนี้เหมาะกับการไปเปิดในเทครถบั๊มเป็นอย่างยิ่ง


หลังจากได้ฟังทั้ง 6 เพลง จาก 6 ศิลปิน ภายใต้คอนเซปต์ “ฟังเพลงไทย เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร” จบไป ก็พบว่ามีความน่าสนใจทุกเพลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ว่าจะชอบแนวไหนมากกว่ากัน เพราะศิลปินทุกวง ต่างก็มีความเต็มที่และสุดในแต่ละทาง The Richman Toy, The Jukks คุณก็จะได้อิ่มเต็มที่กับซาวด์แบบที่เขาเป็นและคุ้นชิน Summer Stop กับการทดลองอะไรใหม่ ๆ บน Indie Rock ยุค 2000 SLUR กับการทำเพลงยุค 90 ซาวด์แบบอังกฤษ หรือ Two pills after meal ที่เป็นอะไรใหม่สดจริง ๆ จะมี สมเกียรติ ที่ทำเพลงช้าเจ็บครั้งแรก ที่น่าจะเข้าหูคนฟังได้มากแนวกว่า เพราะความเป็นบัลลาดร็อกฟังง่ายเป็นทุนเดิม ฉะนั้นคงไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบทุกแนว และชอบทุกเพลงในงานคอนเซปต์นี้

ส่วนการเลือกนำเสนอเพลงใหม่ของค่าย Smallroom ด้วยวิธีการปล่อยพร้อมกันทีเดียว 6 เพลง 6 ศิลปิน โดยใช้ Youtube Playlist นั้น ในขณะแรกนั้น คนฟังอาจจะโฟกัสที่เพลงใดเพลงหนึ่ง สุดท้ายอาจมีเพลงที่โดนมองข้ามไปอย่างหนักก็ได้ เหมือนที่คนฟังชอบ พบกันใหม่ แล้วอาจข้ามเพลงอื่นในซีรีส์นั้นไป แต่ก็แนะนำว่าอยากให้ลองเปิดรับแนวที่ตนอาจไม่เคยฟัง อย่าเพิ่งรีบเปิดข้าม เพราะ 6 เพลงใน Playlist นี้ (ซึ่งเท่าที่ทราบมา คือวันที่ 24 ทางค่ายจะปล่อยเพลงโดยเรียง Youtube Playlist ตามที่เขียน) ก็ถือว่าจัดเรียงอารมณ์จังหวะเพลงไว้กำลังดี คล้ายเป็นอัลบั้มเพลงอัลบั้มหนึ่งเลยทีเดียว

ถ้าใครอ่านแล้วสนใจ อยากฟังเพลงไหน ก็อย่าลืมติดตามฟังกันได้ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ครับ

ขอบคุณ พี่หมวกและน้องกิ๊บเม ทีม PR จาก Smallroom ที่เชิญชวนให้เข้าร่วมฟังเพลงใหม่ก่อน WORLD PREMIER (ฮาๆ) รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับรีวิว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s